วันเสาร์ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2559

Star Martial God Technique Chapter 17 Star Pillar

Star Martial God Technique Chapter 17 Star Pillar

นิยาย วิทยายุทธ์เทพการต่อสู้แห่งดวงดารา ตอนที่ 17 เสาหินแห่งดวงดารา


บทที่ 17 เสาหินแห่งดวงดารา

ผ่านไปตั้งหลายครา,เหลียงหยูนั้นหาโอกาสที่จะพูดคุ้ยกับเซี่ยหยุนหนิง,หากแต่เซี่ยหยุนหนิงนั้นไม่เปิดโอกาสให้แก่เขาเลย.



แม้ว่าหล่อนจะได้พูดคุยอันซุยหยุนบ้างเป็นครั้งคราว,หากแต่ใบหน้าเซี่ยหยุนหนิงนั้นก็มีแต่รอยยิ้มปรากฏบนใบหน้าอยู่เสมอ,แต่เมื่อหล่อนพูดคุยกับคนอื่นกลับกลายเป็นความเย็นชาและทรนงตน,เป็นเหมือนกับสตรีที่ใบหน้างดงามแต่เย็นชาดั่งเทพธิดาน้ำแข็งทีเดียว


หลังจากการเดินทางบนสะพานเหล็ก,หลังจากนั้นประมาณหนึ่งชั่วโมงได้,ในที่สุดพวกเขาก็ได้ก้าวมายังดินแดนที่เป็นที่ราบ,ที่นี่มีป่าปกคลุมไปทั่ว,มีต้นไม้สูงหลายสิบเมตรกระจายไปทั่ว,ในหุบเขาแห่งนี้นานๆครั้งก็มีเสียงคำรามของสัตว์อสูรแผดเสียงออกมาอยู่เรื่อยๆอย่างสม่ำเสมอ,ทำให้หลายคนต่างรุ้สึกถึงความหวาดกลัวอยู่เหมือนกัน.



"ที่นี่จะกลายเป็นสถานที่ฝึกฝนของพวกเจ้า,สถานที่ฝึกฝนแห่งนี้นั้นเป็นพื้นที่ราบสูง,มีเส้นทางล้อมรอบบริเวณเหล่านี้หลายร้อยลี้(0.5 กม.)ซึ่งไม่มีเส้นทางออกจากหุบเขาแห่งนี้,มีเพียงสะพานเหล็กที่เราเข้ามาทางเดียวเท่านั้น,บนหุบเขาแห่งนี้ มีเหล่าสัตว์อสูรที่น่าสะพรึงกลัวอยู่มากมายซึ่งถูกล่าและสังหารไปเกือบหมดแล้ว,ดังนั้นจึงเหลือแค่เพียงสัตว์อสูรที่ไม่ดุร้ายมากนักเหลืออยู่,เหล่าสัตว์อสูรทีเหลืออยู่นี้ก็ยังแบ่งออกได้เป็นหกโซน,ซึ่งจะแบ่งออกเป็นระดับตามความยากง่าย,ส่วนพื้นที่ที่พวกเราจะต้องไปฝึกฝนนั้นเป็นเขตที่หนึ่ง,มีความกว้างเพียงสองสามร้อยเมตรเท่านั้น,ส่วนสัตว์อสูรที่อยู่ในบริเวณดังกล่าวนั้น,จะเป็นสัตว์อสูรวิหกเปลวเพลิงที่มีระดับชั้น 1 ดินแดนสวรรค์"อาจารย์ฉู่เซียนกล่าว.


ภายใต้การคุ้มครองความปลอดภัยแก่นักเรียนนั้น,สถานที่ฝึกฝนแห่งแรกนี้,เมื่อเปรียบเทียบกับเขตอื่นแล้วนับว่าปลอดภัยเป็นอย่างมาก.



เหล่านักเรียนผู้ติดตามมองไปยังรอบๆทุกทิศทางของพวกเขา,รู้สึกแปลกใหม่และสดชื่นยิ่งนัก.


เหมือนกับกองกำลังขนาดใหญ่ที่ได้ปกคลุมไปทั่วป่า.ปรากฏสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่ขึ้นต่อหน้าพวกเขา,สิ่งก่อสร้างนี้มีขนาดมหึมารูปทรงกลมปกคลุมพื้นที่เป็นบริเวณกว้าง,โดยสิ่งก่อสร้างที่ตั้งตระหง่านสูงหลายร้อยเมตรตั้งตรงเป็นแนวยาวออกมา


โดยสิ่งก่อสร้างที่สูงตระหง่านนี้ผสมปนเปกันระหว่างอันที่ล้มพังทลายและอันที่ยังสมบูรณ์อยู่เป็นจำนวนมาก,ที่พื้นผิวของสิ่งก่อสร้างนั้นมีภาพเกะสลักที่เด่นชัดอยู่,ไม่สามารถบอกได้ว่าเป็นภาพสลักอะไรอาจจะเกี่ยวกับวัฒนะธรรมที่ได้ถูกทิ้งไว้จากโบราณก็ได้.



ทำให้รู้สึกว่า,ภาพแกะสลักวัฒนธรรมโบราณนั้นลึกลับและน่าเกรงขามมาก


ก่อนที่กำลังเข้าไปยังสถานที่ดังกล่าว,เย่ซิงเหอนั้นกลับรู้สึกถึงความลึกลับอะไรบางอย่าง,ราวกับว่าทำให้เขานั้นกลายเป็นหยดน้ำหยดหนึ่งที่กำลังหยดลงไปยังทะเลสาบอันกว้างใหญ่ที่เงียบสงบ,หลังจากที่เข้ามาแล้วกลับรู้สึกเหมือนมีคลื่นที่ไม่สงบซัดสาดไปมา,ราวกับว่าทั่วทั้งร่างกายและจิตใจของเขากำลังจมจ่อมลงไปในทะเลสาบดังกล่าว.


"เพราะอะไรถึงได้มีเสาพวกนี้และมีไว้ทำไมอย่างงั้นรึ?" นักเรียนที่ตามมาถามอาจารย์ฉู่เซียน.


"นี่เป็นสิ่งก่อสร้างยุคต้นกำเนิด,เสาพวกนี้มีเอาไว้ทำไม,ข้าก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน,รู้แค่เพียงว่ามันเป็นเสาหินที่ถูกเรียกว่า เสาแห่งดวงดารา,ใช้แทนการโคจรของดวงจันทร์ในแต่ละเดือน,ด้วยดวงดาวที่มีอยู่ทุกทีแล้วนั้น,มันจะช่วยเพิ่มพลังอำนาจแห่งดวงดาราเพื่อรวบรวมพลังอำนาจมาที่เสาแห่งดวงดาราเหล่านี้.มันเป็นสิ่งก่อสร้างยุคโบราณที่ถูกทิ้งไว้และยังมีความลับอีกมากมาย,ในตอนนี้คนส่วนมากจึงไม่รู้วิธีใช้งานมันได้อย่างครบถ้วน,มีคนกล่าวว่าเสาแห่งดวงดาราแห่งนี้นั้น,มีไว้เพื่อใช้เดินทางไปยังหอคอยแห่งพระเจ้า,ซึ่งเป็นตำหนักเทพนิรันดร์ที่อยู่บนท้องฟ้า" ฉู่เซี่ยนพูดพลางชำเลืองมองไปยังท้องฟ้า,เผยให้เห็นแววตาที่ครุ่นคิดอย่างลุ่มลึก.


เหล่านักเรียนต่างเผยให้เห็นถึงใบหน้าที่ไม่น่าเชื่อมันเป็นเหมือนดั่งความฝันยังไงยังงั้น.


สายตาของเย่ซิงเหอ,จ้องมองไปยังเสาแห่งดวงดาราจากระยะไกล,นี่เป็นสิ่งก่อสร้างยุคโบราณ,เป็นสิ่งที่มีอยู่ในโลกใบนี้จริงๆอย่างงั้นรึ?


ทั้งหมดนั่น,มันเป็นเรื่องที่ลึกลับเกินที่จะสามารถรับรู้ได้.



อันซุยหยุนจ้องมองไปยังเสาแห่งดวงดาราเหล่านั้น,ด้วยเสาแห่งดวงดารานั่น,มันควรที่จะมีส่วนเกี่ยวข้องกับผู้ใช้ศิลปะการต่อสู้แห่งดวงดารา,หล่อนคิดถึงเย่ซิงเหอขึ้นมาทันที,หล่อนจึงได้ชำเลืองมองไปยังเย่ซิงเหอ.


เย่ซิงเหอรู้สึกว่ามีใครมองอยู่จึงได้หันกลับมาและก็เป็นอันซุยหยุนนั่นเอง,ทั้งคู่ต่างสบตากันและกัน.


อันซุยหยุนนึกถึงเรื่องเมื่อวันก่อนได้ในทันที,ด้วยความเจ็บปวดที่ยังหลงเหลืออยู่เล็กน้อยบนหน้าอก,ทำให้ใบหน้าของเธอแดงขึ้นมาทันที,หล่อนรู้สึกโกรธเล็กน้อย,แต่ก็ไม่ได้รำคาญอะไรมากมายนัก.



ด้วยท่าทางที่เอียงอายของอันซุยหยุนและโกรธเคืองเล็กน้อย,ทำให้เย่ซิงเหอนั้นรู้สึกเสียใจเล็กน้อย,เขาไม่รู้เลยว่าจะมีโอกาสที่จะขอโทษอันซุยหยุนเมื่อไหร่.ก่อนหน้านั้นเขาต้องการที่จะขอโทษหล่อน,แต่อันซุยหยุนนั้นกับไม่ได้เปิดโอกาสให้กับเขาเลย,เขาจึงไม่รู้เลยว่าจะต้องทำเช่นไร.

เซี่ยหยุนหนิงที่อยู่ข้างๆสังเกตเห็นท่าทางของอันซุยหยุน,เธอถึงกับตกใจ,เป็นไปได้อย่างนั้นรึที่อันซุยหยุนและเย่ซิงเหอนั้นจะมีอะไรบางอย่างจริงๆ?ทำไมคนอย่างอันซุยหยุนจะต้องทำท่าเอียงอายเช่นนั้นด้วยล่ะ? มันทำให้หัวใจของหล่อนนั้นถูกเติมไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น.



ในเวลานี้ชายหนุ่มเหลียงหยู,กำลังมองพวกเขาอยู่,ในดวงตาของเขานั้นมีประกายแสงแห่งความเย็นชาผ่านเข้ามา,เขาได้เรียกเหลียงเจียน,ซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้องกับเขานั่นเอง,ภายในห้องเรียนนั้น,พรสวรรค์ของเขานั้นอาจจะอยู่ถัดมาจากเหลียงหยูและอันซุยหยุน,ซึ่งมีสิทธิ์ที่จะกลายเป็นลูกศิษย์ของรองอาจารย์ใหญ่ซูนั่นเองแต่เนื่องจากมีเย่ซิงเหอเข้ามาแทรกซะก่อน,ซึ่งมันเป็นเหมือนกับว่าเขานั้นถูกปล้นไปอย่างไม่เป็นธรรม,มันจึงทำให้เขานั้นเจ็บแค้นเป็นอย่างมาก.


นอกจากนี้เขาก็ยังชื่นชอบอันซุยหยุนอยู่เหมือนกัน,แต่เขาเข้าใจได้ว่าเขากับอันซุยหยุนมันเป็นไปไม่ได้อันเนื่องจาก,ตระกูลจันทราทมิฬและตระกูลสวรรค์นิรันดรนั้นมีความสัมพันธ์ที่ไม่ดีสักเท่าไหร่,นอกจากนี้เขายังได้ยินมาว่าอันซุยหยุนนั้นมีนายน้อยของตระกูลขุนนางในเมืองหลวงให้ความสนใจอยู่ด้วย.


ด้วยความคิดที่ว่าอันซุยหยุนเป็นเหมือนดั่งเทพธิดา,ไม่มีทางที่หล่อนนั้นจะมีความสนใจใครๆได้,เขาจึงทำได้แค่เพียงแอบเก็บความรู้สึกชื่นชอบอันซุยหยุนแต่เพียงเงียบๆ,แต่ในตอนนี้ด้วยท่าทางที่อันซุยหยุนแสดงออกมา,เป็นการแน่ชัดว่า,อาจจะเป็นไปได้ว่าการที่พวกเขานั้นได้ทำการฝึกฝนด้วยกันภายใต้การสั่งสอนของรองอาจารย์ใหญ่ซู,อันซุยหยุนและเย่ซิงเหอนั้นได้ทำให้พวกเขามีความใกล้ชิดสนิทสนมกันอย่างงั้นหรือไม่.


ในเวลานี้นั้นเหลียงเจียนรู้สึกริษยาจนแทบบ้าคลั่ง,เมื่อมองรูปร่างที่สวยงามของอันซุยหยุน,ด้วยความรู้สึกของเขาที่ไม่อาจคาดหวังอะไรได้,ถ้าเขาสามารถที่จะเป็นเจ้าของอันซุยหยุนที่ทรงเสน่ห์นั่นได้ล่ะก็,แม้แต่จะต้องตายไปเข้าก็จะไม่ยอมก้าวถอยโดยเด็ดขาด.


เมื่อคิดเกี่ยวกับเย่ซิงเหอแล้วเขาแทบบ้า,จึงไม่สามารถที่จะอดทนได้อีกต่อไป,เขาจึงได้เดินไปยังทิศทางที่เย่ซิงเหออยู่.


เหลียงหยูสังเกตุเห็นท่าทางของเหลียงเจียน,เพียงแค่มองเขาก็เข้าใจได้แล้ว่า,มันจะต้องเป็นเหตุจากเหลียงเจียนนั้นเห็นท่าทางของอันซุยหยุน,ที่ชำเลืองมองไปที่เย่ซิงเหอ,ตระกูลจันทราทมิฬนั้นเป็นตระกูลที่มีชื่อเสียงในสถาบันดาราสวรรค์ มีศิษย์อยู่เป็นจำนวนมาก,เขาเป็นญาติผู้น้องของเขาหากแต่ไม่ได้มีความสนิทสนมเป็นพิเศษอะไรนัก,เพียงแต่มีความเห็นตรงกันเท่านั้น,เมื่อพวกเขานั้นต่างไม่พึงพอใจในตัวเย่ซิงเหอ,หากแต่เรื่องของเหลียงเจียงนั้นเป็นเรื่องเกี่ยวกับความรักนั่นเอง.



แบง!


ไหล่ของเหลียงหยูกระแทกไปที่ร่างของเย่ซิงเหอ,ทำให้เย่ซิงเหอโซเซไปมาจากการกระแทก,เกือบทำให้เขานั้นลอยออกมาทีเดียว.


"เจ้าทำอะไรนะ?" เย่ซิงเหอกระพริบตาไปมา,จ้องมองเหลียงเจียงด้วยความโกรธ,เขารู้สึกได้อย่างชัดเจนว่าเหลียงเจียน นั้นตั้งใจที่จะกระแทกเขา.

"ทาสรับใช้มีสิทธ์อันใด, กล้าจ้องมองตระกูลหลักอย่างงั้นรึ?ช่างเหลวไหลนักที่จ้องจะกินเลือดกินเนื้อเช่นนี้,ดูเหมือนว่าตระกูลอย่างเจ้าจะไม่เคยมีใครสั่งสอนสินะ!" เหลียงเจียนแค่นเสียง,ส่งสายตาที่เย็นชาไปยังเย่ซิงเหอ,พร้อมกับยกมือขึ้นพร้อมที่จะฟาดไปที่เย่ซิงเหอ.




"เจ้า"เย่ซิงเหอกำหมัดของเขาแน่น,หากว่าเขาไม่สนใจเกี่ยวกับตระกูลของเขาล่ะก็,เขาต้องปล่อยมันออกไปอย่างแน่นอน.คนของตระกูลจันทราทมิฬแต่ละคนนั้นช่างก้าวร้าวยิ่งนั้น,ทำให้หัวใจของเย่ซิงเหอนั้นเต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยว.


หลินหงเดินออกมาไปอยู่ข้างหน้าเย่ซิงเหอพร้อมกับจับไปที่มือของเหลียงเจียน,พร้อมทั้งกล่าวออกมาอย่างเย็นชา,"นายน้อยเหลียงเจียง,พวกเราล้วนแล้วแต่เป็นนักเรียนของสถาบันดาราสวรรค์,นายน้อยเหลียงเจียนคงยังไม่ลืมบัญญัติข้อที่ 32 หรอกนะ,ที่ได้กล่าวว่าไม่ว่าพวกเราจะมาจากตระกูลใด,ทุกคนในสถาบันดาราสวรรค์ล้วนแล้วแต่เท่าเทียมกัน,นายน้อยเหลียงเจียนพูดถึงแต่ตระกูลของตัวเองอยู่เช่นนี้ทั้งยังกดขี่คนอื่นด้วยอำนาจ,มันช่างเป็นการกระทำที่น่ารังเกียจจริงๆ!"


แม้ว่าอันซุยหยุนจะทำเหมือนไม่สนใจ,แต่หล่อนก็ยังคงชำเลืองมองมาที่เย่ซิงเหอ,ซึ่งก็พบว่าเหลียงเจียนนั้นกำลังกลั่นแกล้งเย่ซิงเหออยู่,ดังนั้นเขาจึงได้จ้องมองมายังเหตุการณ์ดังกล่าว.


เซี่ยหยุนหนิงก็ด้วยเหมือนกัน,ซึ่งก็มองดูเหตุการณ์ดังกล่าวด้วย.

"ทำไมข้าจะไม่มีสิทธ์ที่จะสั่งสอนมันรึ? เจ้ามีปัญหาอะไร,ปล่อยมือข้าเดียวนี้!" เหลียงเจียนแค่นเสียงอย่างเย็นชา,พร้อมกับกวาดตาไปรอบๆซึ่งทุกคนต่างจ้องมาที่เขา,ซึ่งมันเป็นไปได้ได้ที่เขานั้นจะยอมอย่างแน่นอน,โดยเฉพาะต่อหน้าของอันซุยหยุน,เป็นเรื่องปรกติที่เขานั้นจะไม่แสดงความอ่อนแอต่อหลินหงและเย่ซิงเหอ.


เหลี่ยงเจียนต้องการที่จะดึงมือของเขาออก,หากแต่มือของเขานั้นกลับถูกหลินหงจับไว้ราวกับโดนผูกมัดมันเอาไว้จนเขาไม่สามารถทำได้,ไม่ว่าเขานั้นจะพยายามดิ้นรนอย่างไร,ก็ไม่สามารถที่จะดึงมันออกมาได้เลย.


"นายน้อยเหลียงเจียน,ถ้าเจ้ามีฝีมือ,เรามาต่อสู้แข่งขันกันหนึ่งต่อหนึ่ง,หรือเจ้าไม่กล้า,อยากรู้จริงๆว่าเจ้าจะมีความสามารถอย่างที่แสดงออกมาหรือไม่!",หลินหงจ้องมองไปที่เหลียงเจียนเล็กน้อย



ที่มาจาก http://www.novelupdates.com/series/star-martial-god-technique/

#วิทยายุทธ์เทพการต่อสู้แห่งดวงดารา#Star Martial God Technique Light Novel#นิยายแปลไทย
Author(s)



22 ความคิดเห็น:

  1. ขอบคุญค่ะจะดีมากถ้ามีเพจให้คอยติดตาม

    ตอบลบ
  2. ความคิดเห็นนี้ถูกผู้เขียนลบ

    ตอบลบ
  3. ขอบคุณครับ ที่แปลให้อ่าน สนุกมากครับ

    ตอบลบ
  4. ตู้หูววววว ไม่ธรรมดา ขอบคุณก๊าปปป >w<

    ตอบลบ
  5. ค้างมากเลยครับบ อยากอ่านต่อเเล้วว ><

    ตอบลบ
  6. ชอบสนุกดีแต่หวังว่าจะไม่ออกทะเลเหมือนเนี่ยหลี่

    ตอบลบ
    คำตอบ
    1. เนี่ยหลี่ออกทะเลตรงไหนวะครับ?

      ลบ
  7. ขอบคุณครับ แปลต่อเรื่อยๆนะครับ^^

    ตอบลบ
  8. ขอบคุณมากครับ

    ตอบลบ
  9. ความคิดเห็นนี้ถูกผู้เขียนลบ

    ตอบลบ
  10. เหลียงเจียน : เจ้าปล่อยมือช้าเดี๋ยวนี้
    หลินหง : นายน้อยเหลียง เหตุใดมือท่านช่างนุ่มดุจปุยฝ้ายเยี่ยงนี้
    เหลี่ยงเจียน : เพราะช้าใช้ ครีมลอยละลิ่ว ใช้แล้วพริ้วดุจมือจะลอยไป

    ตอบลบ
  11. หลินฮ่องกับหลินหง น่าจะเ็นคนๆๆเดียวกันไช่ปะ ผมสับสนนะ

    ตอบลบ
    คำตอบ
    1. คนเดียวกันครับ ตอนแรกแปลเป็นหลินฮ่อง มีคนเขาแนะนำมาว่า หลินหง ดูลื่นกว่า

      ลบ
  12. ขอบคุณงานแปลดีดีคับ ^_^

    ตอบลบ